การปรับรูปหน้าไม่ต้องผ่าตัดให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีทีสุด

117 จำนวนผู้เข้าชม  | 

เพอร์โซน่าคลินิก

การปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด ให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีทีสุด และเหมาะกับตัวเราเอง 

ที่เพอร์โซน่าคลินิก มีวิธีการรักษาและใช้วิธีการปรับรูปหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดหลากหลายวิธี โดยคุณหมอจะเป็นผู้ประเมินและให้คำปรึกษาตามความกังวลใจของคนไข้ แนะนำและเลือกใช้วิธีที่สร้างผลลัพธ์ให้ออกมาสวยธรรมชาติและปลอดภัย ซึ่งมีหัตถการหลายวิธีในคลินิกค่ะ 

1. โบท็อก
Botox หรือ Botulinum toxin A เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่สกัดได้จากการสร้างของแบคทีเรีย “คลอสตริเดียม โบทูลินั่ม” (Clostridium botulinum) เชื้อโรคนี้หากได้รับมากเกินไป จะทำให้อาหารเป็นพิษหรือเกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่ถ้าได้รับในปริมาณน้อยๆ อย่างพอเหมาะ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวอันเป็นผลดีกับวงการแพทย์ ซึ่งนำมาใช้ในการรักษาโรคตาเหล่ ตาเข และยังเป็นผลดีในวงการเสริมความงาม นั่นก็คือช่วยให้ริ้วรอยต่างๆ ลดลงและกระชับผิวให้ดีขึ้น

วิธีการทำงานของ Botox
เมื่อแพทย์ทำการฉีด Botox ไปในส่วนที่ต้องการรักษาแล้ว Botox จะเข้าไปจับที่ปลายประสาท ทำให้เซลล์ประสาทไม่สามารถหลั่งสารสื่อประสาทมาที่กล้ามเนื้อได้ หรือกล่าวได้ว่าเป็นการทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีดเป็นอัมพาตชั่วคราว จึงทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆ โดยสามารถเห็นผลลัพธ์หลังการฉีดได้ภายใน 2 – 3 วัน สำหรับรอยตื้นๆ และรอยลึกจะเห็นผลประมาณ 7 – 14 วัน หลังการฉีดจะได้ผลอยู่ 6 – 8 เดือน

Botox สามารถใช้งานได้อย่างไรบ้างและเหมาะกับใคร
การฉีด Botox จะช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงอารมณ์ต่างๆ ที่หน้าผาก รอยตีนกา ริ้วรอยรอบดวงตา ปาก  ยกคิ้วขึ้นและตาดูโตขึ้น แลดูอ่อนเยาว์มากขึ้น เหมาะสำหรับใช้ปรับรูปหน้าให้ยกเรียว กระชับผิวหนัง รวมทั้งลดเหงื่อบริเวณรักแร้ได้อีกด้วย

ข้อดีของ Botox
Botox ทำให้หน้ายกกระชับเรียวได้รูปและเห็นผลไว อีกทั้งหากฉีดอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้การฉีด Botox ในครั้งต่อไปได้ผลยาวนาน และปริมาณการฉีดก็จะลดลงด้วยเช่นกัน

ข้อเสียของ Botox
อาจมีผลข้างเคียงอย่างเช่น หางตาตก ในบางรายพบว่ามีอาการปวดศีรษะหรือปวดในบริเวณที่ฉีด แต่ก็จะหายไปเองในเวลาที่ไม่นาน หรือบางรายเคี้ยวอาหารได้ยากขึ้นโดยเฉพาะอาหารที่แข็งและเหนียว เพราะการขยับกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดมีความหนืดมากขึ้น บางรายก็มีอาการข้อต่อของขากรรไกรมีความแข็งแรงไม่เท่าเดิมอีกด้วย ผู้ที่ฉีด Botox ด้วยความไม่ชำนาญ อาจทำให้ใบหน้าทั้งสองข้างไม่สมดุล และยังสามารถเกิดจากการใช้กรามในการบดเคี้ยวอาหารไม่เท่ากัน เพราะถ้าใช้ด้านใดมากจะส่งผลให้ด้านนั้นกล้ามเนื้อใหญ่กว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด สำหรับผู้ที่มีแก้มใหญ่อาจมีปัญหา เนื่องจากเมื่อหน้าเรียวยกขึ้นจะทำให้แก้มที่มีเนื้อเยอะห้อยคล้อยลงมา นอกจากนี้การฉีด Botox ผิดตำแหน่งยังทำให้เกิดปัญหาปากเบี้ยวเวลายิ้มได้

ข้อควรระวังการใช้ Botox

  • หลังการฉีด Botox ไม่ควรนอนราบภายใน 4 ชั่วโมง และอย่าบีบนวดในบริเวณที่ฉีด เพราะจะทำให้ Botox กระจายไหลไปตามจุดต่างๆ ที่ไม่ได้ฉีดได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการไม่พึงประสงค์อย่างเช่น หน้าผากตึงหรือหางคิ้วชี้ขึ้นมากไป เป็นต้น
  • Botox จะไม่มีผลข้างเคียงหรือเป็นอันตรายใดๆ หากฉีดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม และเว้นระยะการฉีดไม่เร็วไปกว่า 3 เดือน ดังนั้นก่อนที่จะใช้บริการควรเลือกแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญและมีใบรับรองที่ถูกต้อง อีกทั้งสาร Botox จะต้องได้รับการรับรองจาก อย. สามารถตรวจสอบได้ 

โบท็อกราคา

 

2. ฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์คืออะไร
ฟิลเลอร์คือสารที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาผิว โดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มในส่วนที่เป็นริ้วรอยร่องลึกตามจุดต่างๆ บนใบหน้า เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติ ช่วยทำให้ใบหน้าเต่งตึงมีน้ำมีนวล ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะดูตื้นและนูนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยนั่นเอง

ประเภทและการทำงานของการฉีดฟิลเลอร์
ชนิดของฟิลเลอร์มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท คือ ระดับชั่วคราว เช่น สารไฮยารูโรนิกแอซิดที่ผลิตจากสารสกัดธรรมชาติ เมื่อฉีดเข้าบริเวณที่ต้องการแก้ไขแล้วจะคงอยู่ได้ประมาณ 8– 12 เดือน จัดว่ามีความปลอดภัยสูงและสลายตัวได้เองตามธรรมชาติ ฟิลเลอร์อีกชนิดคือระดับถาวร เช่น เม็ดพลาสติก ซิลิโคน หรือน้ำมันพาราฟิน ซึ่งจะให้ผลลัพธ์แบบถาวรที่ไม่สามารถสลายออกเองได้ และระบุผลข้างเคียงในระยะยาวไม่ได้ อีกทั้งไม่แนะนำให้ฉีดชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

การฉีดฟิลเลอร์จะใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาที เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแก้ไขแล้วจะเห็นผลทันที และจะยิ่งเห็นผลชัดที่สุดในวันที่ 5 โดยสามารถให้ผลลัพธ์ได้นานถึง 12 เดือน หรือขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน

การฉีดฟิลเลอร์เหมาะสำหรับใคร
การฉีดฟิลเลอร์เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยหรือร่องลึกรอบดวงตา บริเวณมุมปาก และช่วยปรับแต่งรูปหน้าหรือรูปร่างให้ได้ส่วนสัดที่ดี ช่วยเติมเต็มแก้มที่ตอบให้เปล่งปลั่งและเต่งตึง รวมทั้งลำคอ หลังมือและบริเวณอก

ข้อดีของการฉีดฟิลเลอร์
การฉีดฟิลเลอร์จะให้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วทันใจ ใช้เวลาน้อย สามารถยกกระชับหรือปรับโครงสร้างใบหน้าให้ได้รูป หรือเติมจุดที่ดูสูงวัยแลดูหย่อนคล้อยตามจุดต่างๆ ทั้งใบหน้าและรูปร่างให้ดูอ่อนเยาว์ได้ตามต้องการ รวมทั้งช่วยเสริมโหงวเฮ้งตามความเชื่อได้อีกด้วย

ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์
หากฉีดในปริมาณมากๆ อย่างเช่นบริเวณสะโพกหรือหน้าอก พอนานวันเข้าก็อาจส่งผลให้ฟิลเลอร์จับตัวเป็นก้อนได้ บางรายอาจมีอาการบวมแดงในบริเวณที่ฉีด แต่จะหายไปได้เองภายใน 2 วัน

วิธีดูแลตนเองก่อนฉีดฟิลเลอร์
ห้ามรับประทานยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางชนิด อย่างเช่นแอสไพรินหรือวิตามินอี และถ้ามีอาการแพ้ยาจะต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบล่วงหน้า

วิธีดูแลตนเองหลังฉีดฟิลเลอร์

  • ห้ามนอนราบหลังการฉีดฟิลเลอร์ 3 – 4 ชั่วโมง และช่วง 12 ชั่วโมงแรก ห้ามแต่งหน้าหรือใช้ครีมบำรุงทุกชนิด
  • ห้ามออกกำลังกายภายใน 48 ชั่วโมงแรก หรือสัมผัสความร้อนด้วยวิธีต่างๆ รวมทั้งห้ามถูหน้าแรงๆ ด้วยเช่นกัน
  • ควรดื่มน้ำมากๆ ประมาณวันละ 8-12 แก้ว

ข้อควรระวังในการฉีดฟิลเลอร์

ปัจจุบันมีสารที่มีลักษณะคล้ายฟิลเลอร์ออกมามากมาย ซึ่งไม่ได้ตามมาตรฐาน อย. และยังเสี่ยงกับผลข้างเคียงที่จะเกิด ดังนั้นควรใช้บริการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อสามารถแก้ปัญหาได้ดีสมความตั้งใจ อีกทั้งสถานให้บริการรวมทั้งสารที่ใช้และอุปกรณ์เครื่องมือควรมีมาตรฐานที่เชื่อถือได้ เป็นการป้องกันอันตรายและผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้ นอกจากนี้ห้ามฉีดฟิลเลอร์ในสตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก

Filler

 

3. ร้อยไหม
ร้อยไหม หนึ่งในเทคโนโลยีช่วยยกกระชับผิวให้เต่งตึงและดูอ่อนเยาว์โดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด โดยเป็นการใช้ไหมละลายสอดเข้าไปใต้ผิวเพื่อกระตุ้นให้เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวกระชับตัว วิธีนี้มีข้อดี ข้อเสีย ขั้นตอนการทำ และความเสี่ยงอย่างไรบ้าง หากทราบรายละเอียดเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น
 
การร้อยไหมคืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
การร้อยไหมเป็นวิธียกกระชับผิวที่ใช้ได้ทั้งกับผิวหน้าและผิวกาย เพียงแต่นิยมใช้กับผิวหน้ามากกว่า ช่วยแก้ปัญหาผิวหนังบนใบหน้าหย่อนคล้อย ริ้วรอยเหี่ยวย่นบริเวณแก้ม ร่องจมูก ขากรรไกร หน้าผาก โดยใช้ไหมละลายจำนวนหลายเส้นร้อยเข้าไปในใต้ผิวหนัง การทำเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อใต้ผิวและมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่บริเวณรอบเส้นไหม ทำให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งจนเต่งตึง ทั้งยังช่วยให้เลือดไหลเวียนมาเลี้ยงผิวหนังบริเวณดังกล่าวมากขึ้น

ไหมที่ใช้ในกระบวนการนี้มีให้เลือกหลายชนิด แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) ซึ่งใช้ในการเย็บแผลผ่าตัดเส้นเลือดหัวใจ มักไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้และได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และไม่ต้องเป็นกังวลว่าเส้นไหมเหล่านี้จะติดอยู่ใต้ผิวหนัง เพราะไหมจะค่อย ๆ สลายตัวไปเองภายใน 8 เดือน
 
การร้อยไหมเหมาะกับใครบ้าง
การยกกระชับผิวหน้าด้วยวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีขึ้นไป โดยเนื้อเยื่อต้องไม่ยุบตัวหรือผิวหนังต้องไม่หย่อนคล้อยมากเกินไป เพราะหากผิวหนังหย่อนมากเนื่องจากอายุหรือมีน้ำหนักตัวมาก อาจต้องใช้วิธีนี้ร่วมกับวิธีอื่น ๆ จึงจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจน

นอกจากนี้ การร้อยไหมอาจให้ผลดียิ่งขึ้นหากใช้วิธียกกระชับอื่น ๆ ร่วมด้วยในภายหลัง โดยเฉพาะวิธีที่ไม่ใช้การศัลยกรรมซึ่งจะให้ผลดีมากกว่า หรืออาจใช้กับผู้ที่เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดยกหน้าไปแต่ยังไม่พร้อมสำหรับการผ่าตัดครั้งต่อไป ในกรณีนี้อาจเลือกการร้อยไหมแทนได้เช่นกัน

ไหมที่นำมาใช้มีให้เลือกหลากหลายประเภทขึ้นอยู่กับลักษณะผิวก่อนทำ และทุกประเภทสามารถใช้ร่วมกับการยกกระชับหน้าด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น เช่น การใช้ไหมที่มีเงี่ยงร่วมกับการทำฟิลเลอร์หรือฉีดไขมันที่หน้า การร้อยไหมร่วมกับวิธีลดรอยเหี่ยวย่นที่ใช้คลื่นความถี่วิทยุหรือเข็มขนาดเล็ก เหล่านี้อาจช่วยให้ผิวหนังกระชับตัวมากกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว
 
ก่อนเข้ารับการร้อยไหม
การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับหน้าที่ต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ผู้ที่ต้องการใช้วิธีนี้ควรศึกษาข้อมูลสถานให้บริการที่น่าเชื่อถือและผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย ขั้นตอนแรกคือการพูดคุยปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับราคา ขั้นตอน ผลข้างเคียง ความเสี่ยง และผลลัพธ์ที่คาดหวัง รวมถึงประเมินความเหมาะสมของคนไข้ต่อการร้อยไหม โดยซักถามประวัติสุขภาพและตรวจดูว่ามีโรคหรือภาวะที่ไม่แนะนำให้เข้ารับการร้อยไหมหรือไม่ เช่น โรคแพ้ภูมิตัวเอง ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดเชื้อเอชไอวี หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร กำลังใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด มีภาวะติดเชื้อ หรือเคยเกิดแผลเป็นคีลอยด์

หากไม่มีภาวะใดๆ ข้างต้น แพทย์จะสอบถามถึงผลลัพธ์ที่คาดหวังจากการร้อยไหมและแจ้งให้ทราบถึงผลลัพธ์ตามความเป็นจริง ข้อจำกัด ผลข้างเคียง และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างละเอียด ก่อนจะให้เวลาคนไข้กลับไปตัดสินใจ หากคนไข้ยอมรับข้อจำกัดดังกล่าวได้จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการรักษา

นอกจากนี้ คนไข้จะได้รับการประเมินสภาพผิว เพื่อดูว่าควรใช้ไหมประเภทใดและจำนวนเท่าไรในการทำ รวมถึงประเภทของยาชาเฉพาะที่และปริมาณที่ต้องใช้ และมีการถ่ายภาพก่อนการรักษาเพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงหลังเข้ารับการรักษาให้เห็นด้วย
 
กระบวนการร้อยไหม
หลังจากขั้นตอนทาและฉีดยาชา แพทย์จะสอดเส้นไหมเข้าไปในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังอย่างระมัดระวัง เส้นไหมจำนวนหลายเส้นที่สอดเข้าไปนี้จะนำมาซึ่งกลไกการยกกระชับผิว เนื่องจากก่อให้เกิดการอักเสบและมีการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาจับตัวรอบ ๆ เส้นไหม รัดรึงให้ใบหน้าเต่งตึงในที่สุด ซึ่งอาจต้องมีการประเมินระหว่างการทำอีกครั้งว่าควรร้อยไหมกี่จุด
 
ผลลัพธ์ยกกระชับใบหน้าด้วยการร้อยไหม
การร้อยไหมเป็นเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าเพียงชั่วคราว โดยผลลัพธ์จะคงอยู่ประมาณ 1-2 ปี และอาจเริ่มกลับมาหย่อนคล้อยเล็กน้อยหลังจาก 6 เดือนแรก ทำให้อาจต้องเข้ารับการร้อยไหมอีกครั้งเพื่อคงผลลัพธ์ให้ยาวนานยิ่งขึ้น โดยทั่วไปใบหน้าของผู้เข้ารับการร้อยไหมอาจบวมในตอนแรก และกลับมาดูเป็นปกติภายในประมาณ 24-48 ชั่วโมง แต่บางรายอาจปรากฏรอยพับหรือรอยย่นของผิวหนังเป็นเวลาหลายสัปดาห์ได้
 
ผลข้างเคียงจากการร้อยไหม
ผลข้างเคียงจากการร้อยไหมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือความรู้สึกเจ็บและไม่สบายใบหน้า นอกจากนี้ อาจมีอาการบวม ฟกช้ำ เกิดการเคลื่อนตัวของไหม และติดเชื้อจากการใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดหรือขั้นตอนที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือบางรายอาจมีรอยย่นของผิวหนังหลังการทำ ซึ่งผลข้างเคียงเหล่านี้มักหายไปเองเมื่อผ่านไปหลายวัน แต่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษหากเกิดการติดเชื้อ เพราะอาจเกิดเชื้อดื้อยาและยากต่อการรักษา

ทั้งนี้ ไหมแต่ละประเภทอาจมีผลข้างเคียงแตกต่างกันไป ไหมเส้นเรียบที่ไม่มีเงี่ยงหรือเกลียวอาจทำให้มีอาการฟกช้ำ ส่วนไหมที่มีเงี่ยงนั้นอาจทิ้งรอยสอดไหมไว้ให้เห็นได้ และในช่วงแรกผิวหนังของคนไข้มักมีลักษณะผิดปกติไปจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่มั่นใจหรือเป็นกังวลได้ ดังนั้น ในขั้นตอนก่อนทำจึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการใช้ไหมแต่ละชนิดอย่างละเอียด
 
ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการร้อยไหม
การร้อยไหมเสี่ยงเกิดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนประมาณร้อยละ 15-20 ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและแก้ไขได้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ มีดังนี้
  • ใบหน้าไม่เท่ากัน คนไข้อาจมีใบหน้าไม่สมมาตรกันอยุู่แล้วหรือเกิดความไม่เท่ากันของใบหน้าจากการร้อยไหมได้ แพทย์จึงอาจให้ผู้ป่วยส่องกระจกไปด้วยในระหว่างทำเพื่อสังเกตความผิดปกติดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้น
  • การติดเชื้อ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นได้น้อย เพราะแพทย์มักใช้กระบวนการฆ่าเชื้อก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัย
  • การอักเสบของเนื้อเยื่อ เนื่องจากไหมจะถูกร้อยลงไปที่บริเวณผิวหนังชั้นค่อนข้างลึก จึงเสี่ยงทำให้เกิดกลุ่มเนื้อเยื่อที่อักเสบขึ้นได้
  • ไหมหลุดออกมา หลังจากสอดเส้นไหมเข้าไปใต้ผิวหนัง แพทย์จะตัดปลายไหมส่วนเกินออก เพราะหากไหมยื่นออกมา คนไข้อาจเสี่ยงเกิดการติดเชื้อและการอักเสบของเนื้อเยื่อตามมา
  • ไหมแตกหัก เส้นไหมอาจเกิดการแตกหักในระหว่างขั้นตอนการสอดเข้าไปใต้ผิวหนังหรือขณะดึงรัดเส้นไหม

ส่วนภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงที่เกิดขึ้นได้ มีดังนี้

  • เส้นประสาทใบหน้าเสียหาย ซึ่งอาจทำให้เป็นอัมพาตที่ใบหน้าและหลอดเลือดได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เข็มในการร้อยไหม
  • มีอาการปวดเรื้อรัง
  • สัมผัสได้ถึงไหมที่ใบหน้า มักเกิดขึ้นจากการใช้ไหมชนิดมีเงี่ยง และหายไปได้เองหลังผ่านไปหลายวัน
  • มีเลือดออก
  • ประสาทการรับรู้บกพร่อง
  • ภาวะภูมิไวเกิน คือ ภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อสารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้มากกว่าปกติ

ร้อยไหม

 

4. เครื่องยกกระชับ HIFU
HIFU หรือ High Intensity Focus Ultrasound เป็นการใช้คลื่นอัลตร้าซาวด์ความเข้มข้นสูง โดยส่งเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อในชั้นผิวหนังระดับลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ทำให้ผิวหนังในชั้น SMAS หดตัว คล้ายกับการเย็บที่เนื้อ เพื่อทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนหรือสร้างเนื้อเยื่อใหม่ ซึ่งเป็นการดึงหน้าที่ส่งผลให้ผิวดูยกกระชับและอ่อนเยาว์มากขึ้น

ทั้งนี้จำนวนครั้งของการทำ HIFU ในแต่ละคนจะไม่เท่ากัน โดยขึ้นอยู่กับปัญหาของรูปหน้าแต่ละคน ซึ่งควรจะต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะแก้ปัญหาได้และเห็นผลชัดเจน ใช้เวลาการทำประมาณ 30 – 50 นาที อีกทั้งจะเว้นระยะห่างจากการทำครั้งแรก 2 เดือน

HIFU เหมาะกับใครบ้าง
เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 – 35 ปี ซึ่งมีปัญหาหนังตาตก ผิวหน้าหย่อนคล้อยหรือมีริ้วรอยมาก อีกทั้งยังเหมาะกับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าให้เรียวสวยโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด รวมถึงการยกกระชับใบหน้าหรือยกแนวคิ้วให้ขึ้น และผู้ที่ต้องการลดเลือนริ้วรอย ลดปัญหาผิวหน้าหมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง ลดเหนียงใต้คางหรือลดคางสองชั้น

โดยเนื้อเยื่อจะเกิดขึ้นใหม่หรือเห็นผลชัดเจนดังกล่าว และผิวจะมีความเรียบเนียนขึ้นตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป เมื่อทำแล้วจะคงสภาพอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นไป ซึ่งขึ้นอยู่กับการดูแลผิวหลังการใช้บริการและสภาพผิวของแต่ละคนอีกด้วย

ข้อดีของการทำ HIFU
เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ที่มีริ้วรอยน้อยๆ อีกทั้งราคายังไม่แพงมาก ทำได้บ่อยครั้งและหลังการทำ HIFU ยังสามารถทำการรักษาอย่างอื่นอีกได้ ผู้ที่ทำ HIFU จะรู้สึกอุ่นๆ บนผิวขณะทำ ผิวจะไม่แสบร้อนและไม่ต้องใช้ยาชา เพราะเป็นคลื่นที่มีความถี่สูงถึง 1,000 ครั้งต่อวินาที ทำให้ผู้ที่เข้ารับการบริการไม่รู้สึกเจ็บหลังจากการทำ และสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ เนื่องจากไม่มีบาดแผลและไม่ต้องพักฟื้นนั่นเอง

ข้อเสียของการทำ HIFU
หลังการทำ HIFU อาจมีรอยแดงบ้างหลังการทำ ซึ่งก็พบแค่เพียงบางราย แต่จะหายไปได้เองภายใน 1 – 2 ชั่วโมง

วิธีการดูแลตัวเองก่อนการทำ HIFU
ควรดูแลสุขภาพให้พร้อมสมบูรณ์ด้วยการนอนพักผ่อนให้เพียงพอ งดสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เนื่องจากจะช่วยเอื้อต่อการสร้างคอลลาเจนให้กับเซลล์ใหม่เป็นไปได้ด้วยดี

ข้อควรระวังในการทำ HIFU
ถึงแม้ว่าการทำ HIFU จะเป็นวิธีที่ให้การยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงแล้วก็ตาม แต่ก็ยังควรต้องปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อให้ได้ความรู้ความเข้าใจอย่างถูกต้อง ตลอดจนต้องเลือกสถานที่ที่ให้บริการได้มาตรฐานเพียงพอ จึงจะได้ผลลัพธ์อย่างน่าพึงพอใจสูงสุด

ไฮฟู่

 

5.  เครื่องยกกระชับผิว Duo Skin Lifting และรักษาหลุมสิว (Thermatrix) ด้วยเครื่อง Duet RF นวัตกรรมใหม่จากประเทศเกาหลี
Duet RF นวัตกรรมการทำงานด้วยระบบ Fractional RF และระบบ Thermal RF สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว ดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่เป็นอันตรายต่อผิวชั้นบน และยังส่งพลังงาน RF ลึกเข้าไปในชั้นผิวหนัง ด้วยแอปพลิเคชันพิเศษและชุดหัวการรักษา 6 ชุดทำให้สามารถใช้งานทางคลินิกได้หลากหลายด้วยการควบคุมพารามิเตอร์การรักษาที่แม่นยำ เพิ่มผลลัพธ์ในการรักษาริ้วรอย, รอยแผลเป็นจากสิว, รูขุมขนกว้าง, ผิวไม่เรียบเนียนชนิด hypertrophic, สีผิวคล้ำ, ยกกระชับใบหน้า, ปรับรูปหน้าและช่วยให้ผิวตึงมากขึ้น

เครื่อง Duet RF นำเสนอการรักษาด้วยระบบการทำงานคลื่นวิทยุสองแบบ ได้แก่ thermal RF (monopolar NTTS) และ Fractional RF(Multipolar AFMR)

1. Thermal RF  (Non-Pole Thermal Transpiration Structures) หรือโปรแกรม Duo skin and lifting เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้พลังงานความร้อน ผ่านเข้าสู่ผิวโดยไม่ทำให้เกิดความเสียหายบริเวณผิวด้านบน ส่งผลให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนในทันที ผิวหน้ากระชับตึง รูขุมขนมีขนาดลดลง ผิวหน้าเรียบเนียนมากขึ้น ร่วมทั้งยังสามารถสลายไขมันส่วนเกินบริเวณแก้มและเหนียงได้อีกด้วย

2. Fractioned RF หรือโปรแกรม Thermatrix ได้รับการรับรองโดยระบบ AFMR (Advanced Fractional Multi-Polarity Radiofrequency ) เป็นการรักษาด้วยคลื่นความถี่วิทยุแบบ fractional ทำให้เกิดการผลัดเซลล์ผิวในผิวหนังชั้นหนังแท้และส่งเสริมการกระตุ้นและการจัดเรียงของชั้นคอลลาเจนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับคนไข้ที่มีปัญหาหลุมสิว ผิวหน้าไม่เรียบเนียน


ประโยชน์จากการรักษาด้วยเครื่องยกกระชับ Duet RF

ลดเลือนริ้วรอย – ฟื้นฟูผิวหน้าอย่างสมบูรณ์ผ่านการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว โดยเฉพาะริ้วรอยรอบดวงตา ริ้วรอยรอบปากหรือริ้วรอยร่องลึก

รักษารอยแผลเป็น - รอยแผลเป็นที่มีลักษณะแตกต่างกันเช่น : รอยแผลเป็นจากสิว, รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด, รอยแผลเป็นจากการโดนไฟไหม้ ฯลฯ

ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน - ในกลุ่มโรค keratosis seborheica, speckles, lentigo, ฟื้นฟูสภาพผิวที่ดูมีอายุ, รักษารูขุมขนกว้างหรือจุดด่างดำ

 

ผลลัพธ์จากการรักษา

หลังได้รับการรักษา ผิวหน้าจะมีการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนขึ้นอย่างสม่ำเสมอ โดยจะเห็นผลชัดเจนได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 2 เป็นต้นไป และสามารถสร้างคอลลาเจนได้อย่างต่อเนื่องจนถึง เดือนที่ 3 ผลลัพธ์จากการทำอยู่ได้นาน 6-8 เดือนขึ้นกับการดูแลของแต่ละบุคคล หมอแนะนำทำโปรแกรม Duo skin and lifting ปีนึงอย่างน้อย 1-2 ครั้ง เพื่อรักษาระดับคอลลาเจนให้มีมากอย่างสม่ำเสมอค่ะ

ข้อปฏิบัติก่อนเข้ารับการรักษาด้วยโปรแกรม Duo skin and lifting

* หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแผดเผา ก่อนเข้ารับการทำหัตถการ 1 สัปดาห์ 
* รักษาสิวอักเสบให้ดีขึ้นก่อนเข้ารับบริการ 
* เนื่องจากโปรแกรม Duo skin and lifting เป็นคลื่นพลังงานวิทยุ มีความร้อนสูง แนะนำทำหลังจากโบท็อก ฟิลเลอร์ หรือร้อยไหม 1 เดือนขึ้นไป
* ไม่จำเป็นต้องงดการทานวิตามิน หรืออาหารเสริม 

 

ข้อปฏิบัติหลังเข้ารับบริการด้วยโปรแกรม Duo skin and lifting
* หลีกเลี่ยงการโดนเเสงเเดดจัด แนะนำให้ทากันแดดร่วมด้วยอย่างน้อย 1 สัปดาห์
* หลังทำเสร็จทันที บางคนอาจมีอาการหน้าแดง ซึ่งอาการดังกล่าวจะหายเป็นปกติภายใน 1 ชั่วโมง
* สามารถล้างหน้า ทาครีมบำรุงผิวได้ปกติ
* ไม่มีข้อห้ามในการดื่มเเอลกอฮอล์ หรือการออกกำลังกาย สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ
 

 

ยกกระชับผิว ด้วย Duo Skin Lifting



ผิวหย่อนคล้อย

Powered by MakeWebEasy.com